Column K.Chui for คุณฉุยคุยเอง Bizweek นสพ.กรุงเทพธุรกิจ สำหรับวันอาทิตย์ที่ 17-12– 2560

ลุ้นแรงซื้อจาก LTF RMF ให้ยืนเหนือ 1,700 จุด +/ 50 จุด

 

  1. นักลงทุนจับตาการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) โดยมีการคาดการณ์กันว่า FOMC จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้เป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ หลังจากปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมี.ค.และมิ.ย. 2560 สรุปคือ มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 1.25-1.50% พร้อมกับปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐทั้งในปีนี้และปีหน้า หุ้นกลุ่มธนาคารร่วงลง หลังจากคณะกรรมการเฟดส่งสัญญาณว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกเพียง 3 ครั้งในปีหน้า ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ หุ้นกลุ่มธนาคารร่วงลง หลังจากคณะกรรมการ FOMC ส่งสัญญาณว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกเพียง 3 ครั้งในปีหน้า ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ ขณะที่ ดัชนี ดาวโจนส์ (DJIA) ยังคงสร้างจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง (All time high)
  2. ตลาดหุ้นไทยหญ่มีแรงซื้อกลับในหุ้นขนาดใหญ่  (Big Market Cap.) ขานรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ต่างชาติจะเป็นขายสุทธิต่อเนื่อง แต่ มีแรงซื้อจากสถาบันที่มีแรงหนุนจากเม็ดเงิน LTF ที่เน้นหุ้นใน SET50  ดันดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาปิดเหนือ 1,710 – 1,714 จุด ถือว่าเป็นปัจจัยบวกทางเทคนิคที่สำคัญ
  3.  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศให้ BCP,BEAUTY,CENTEL,TPIPP,SAWAD,WHA เข้าคำนวณในดัชนี SET50 รอบใหม่ โดยที่ ประกาศรายชื่อหลักทรัพย์ใช้สำหรับคำนวณดัชนี SET50 ดัชนี SET100 ดัชนี sSET และดัชนี SETHD ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 (1 ม.ค.-30 มิ.ย.) โดยดัชนี SET50 มีหลักทรัพย์เข้าใหม่ 6 หลักทรัพย์ ดัชนี SET100 มีหลักทรัพย์เข้าใหม่ 13 หลักทรัพย์ ดัชนี sSET มีหลักทรัพย์เข้าใหม่ 14 หลักทรัพย์ และดัชนี SETHD มีหลักทรัพย์เข้าใหม่ 8 หลักทรัพย์ โดยที่หลักทรัพย์เข้าใหม่สำหรับดัชนี SET50 จำนวน 6 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย BCP, BEAUTY, CENTEL, TPIPP, SAWAD, WHA โดยหลักทรัพย์ทั้งหมดที่อยู่ในดัชนี SET50 มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมประมาณ 11 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 66% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของหลักทรัพย์ทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นเดือน พ.ย.60, ดัชนี SET100 มีหลักทรัพย์เข้าใหม่จำนวน 13 หลักทรัพย์ ได้แก่ ESSO, GGC, HANA, JMART, JWD, MC, ORI, PSL, SGP, STA, TPIPP, UV, WHAUP โดยหลักทรัพย์ทั้งหมดที่อยู่ในดัชนี SET100 มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมประมาณ 12 ล้านล้านบาท คิดเป็น 74% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของหลักทรัพย์ทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นเดือน พ.ย.60, สำหรับดัชนี sSET มีจำนวนหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบของดัชนีทั้งหมด 113 หลักทรัพย์ จากรอบทบทวนก่อนหน้าซึ่งมี 118 หลักทรัพย์ โดยหลักทรัพย์ทั้งหมดที่อยู่ในดัชนี sSET มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมประมาณ 0.8 ล้านล้านบาท คิดเป็น 5% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของหลักทรัพย์ทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นเดือน พ.ย.60, ดัชนี SETHD มีหลักทรัพย์เข้าใหม่จำนวน 8 หลักทรัพย์  ได้แก่ ADVANC, BA, BLAND, HANA, INTUCH, LH, MC, PTT โดยหลักทรัพย์ที่อยู่ในดัชนี SETHD มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ย 4.58% สูงกว่าอัตราผลตอบแทนเงินปันผลของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยรวม ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.83% ณ สิ้นเดือน พ.ย.60
  4.   ธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินติดต่อกันเป็นวันที่ 3 เมื่อวันที่ 13/12/2560 ผ่านการดำเนินงานทางตลาดเงิน (Open Market Operations: OMO) การอัดฉีดสภาพคล่อง ครอบคลุมถึงข้อตกลง reverse repo อายุ 7 วัน มูลค่า 7 หมื่นล้านหยวน (1.057 หมื่นล้านดอลลาร์) ที่อัตราดอกเบี้ย 2.45% และข้อตกลง reverse repo อายุ 28 วัน มูลค่า 6 หมื่นล้านหยวน ที่อัตราดอกเบี้ย 2.75% ทั้งนี้ เนื่องจากมีสัญญา reverse repo ที่ครบกำหนดไถ่ถอนมูลค่า 7 หมื่นล้านหยวน จึงทำให้เม็ดเงินสุทธิที่ธนาคารกลางจีนอัดฉีดเข้าสู่ระบบ อยู่ที่ 6 หมื่นล้านหยวน ซึ่งเป็นการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบติดต่อกันเป็นวันที่ 3 โดยธนาคารกลางจีนได้กำหนดนโยบายการเงินปี 2560 ไว้ในกรอบที่ "รอบคอบและเป็นกลาง" เพื่อรักษาระดับสภาพคล่องให้เหมาะสม และหลีกเลี่ยงการอัดฉีดมากจนเกินไป
  5. SET Daily โดยที่ EMA 5 วัน = 1,707.47 จุด, EMA 10 วัน = 1,705, 25 วัน = 1,703, 75 วัน = 1,678 จุดและ EMA 200 วัน = 1,622.76 จุด ตามลำดับ ดัชนีอยู่ในช่วงเคลื่อนไหวออกด้านข้าง (Sideway – Sideway up) โดยที่การฟอร์มตัวของรูปแบบ อยู่ในกรอบสามเหลี่ยม โดยมีจุดต่ำยกสูงขึ้นและจุดสูงสุดยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำลง เริ่มมีแรงกระชากขึ้นไปหลังจากมีการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยของทางสหรัฐอีก 0.25% เพราะจะเป็นตัวชี้แนะแนวทางว่าทิศทางดอกเบี้ยของทั่วโลกและทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลกจะเป็นอย่างไร
  6. SET Daily และ Indicators (MACD, 14RSI, Slow Stochastic) หลังจากราคาหุ้นเริ่มเคลื่อนไหวออกด้านข้าง โดยที่ราคาหุ้นเริ่มมีจุดต่ำยกสูงขึ้นไปในทิศทางเดียวกันกับ Indicators (MACD, 14RSI, Slow Stochastic) ได้เกิดสัญญาณเชิงบวก คือ ได้เกิดสัญญาณ Bullish Convergence เริ่มเกิดสัญญาณซื้อ แม้ว่า  โดยปกติบรรดาผู้จัดการกองทุนต่างชาติจะหยุดพักยาวนาน 1 เดือน (15 ธ.ค. – 15 ม.ค.) ของทุกๆปี หลังจากแรงขายของต่างชาติลดลง และมีแรงซื้อจากกองทุน RMF LTF ก็จะทำให้ดัชนีปรับตัวขึ้นได้ แต่หลังจากการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยและบอกถึงทิศทางแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐในปีหน้า (2561) ว่าจะปรับขึ้นไม่เกิน 3 ครั้ง ทำให้นักลงทุนทั่วโลก พอที่จะคาดเดาว่า อัตราดอกเบี้ยในปีหน้า หากปรับขึ้นด้วยอัตรา 0.25%*3 ครั้ง ก็น่าจะปรับขึ้นประมาณ 0.75 – 1%/ปี จะทำให้อัตราดอกเบี้ยสหรัฐ จะอยู่ระดับ 2 – 2.25% ซึ่งช่วงท้ายๆปี จะมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะมีผลกระทบต่อการลงทุนในหุ้นช่วงปลายปี 2561 แต่ ตอนนี้ อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในเกณฑ์ที่เศรษฐกิจจะสามารถเดินหน้าไปได้ ยังไม่สูงเกินไป หากเมื่อไหร่ อัตราดอกเบี้ยสหรัฐปรับขึ้นมายืนเหนือ 2.5% จะมีความเสี่ยงต่อภาพการลงทุนในหุ้นทันที
  7. SET Weekly ดัชนีราคาหุ้นไทยระดับสัปดาห์ เป็นการเคลื่อนไหวออกด้านข้าง ขณะที่ Indicators (MACD, 14RSI, Slow Stochastic) Weekly หลังจากที่เกิดสัญญาณขายลงมา ยังไม่ได้กลับมาเป็นสัญญาณซื้อเลย (แต่เริ่มมีทิศทางที่จะกลับตัวเป็นสัญญาณซื้อแล้ว)  ทิศทาง SET Weekly เป็น Bullish Convergence เพียงแต่รอยืนยันเป็นสัญญาณซื้อขึ้นมา คงต้องรอซักระยะ หากเมื่อไหร่ สัญญา Indicators (MACD, 14RSI, Slow Stochastic) weekly กลับมาเป็นสัญญาณซื้อที่ชัดเจน ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสที่จะตีทะลุผ่านแนวต้านจุดสูงสุดเดิมได้ (1,730 จุด)
  8. กลุ่มนำตลาด ที่จะทำให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้ นำโดย กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ทั้ง กลุ่ม PTT PTTEP TOP ESSO SGP PTG PTTGC IVL ส่วนกลุ่มโรงไฟฟ้า เริ่มกลับตัวแล้ว EA GULF BGRIM EGCO RATCH, กลุ่มธนาคาร แรงซื้อยังไม่กลับตัว ทั้ง SCB BBL KBANK TISCO ขณะที่ KKP กำลังทดสอบจุดสูงสุดใหม่, หุ้นที่น่าจับตามองกลุ่มอื่นๆ AOT CPALL CBG BEAUTY WORK, ADVANC INTUCH PRM
  9. สรุป ดัชนีหุ้นไทยใกล้โค้งสุดท้ายก่อนสิ้นปี อยู่ในช่วงเคลื่อนไหวออกด้านข้าง (Sideway – Sideway Up) ที่รอปัจจัยบวกลบใหม่ๆ เพื่อเป็นตัวกำหนดทิศทางว่าจะปรับตัวขึ้นหรือลง  ดัชนีเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 1,700 จุด +/- 50 จุด โดยปัจจุบัน ดัชนีอยู่ในกรอบกึ่งกลางระดับ 1,700 จุด ถ้าหากดัชนีตีผ่านแนวต้าน 1,730 – 1,750 จุดได้ จึงจะมีโอกาสปรับไปเป็นขาขึ้นใหม่ต่อไปได้ ในทางกลับกัน หากดัชนีหลุด 1,700 จุดลงมา ถ้าหากยืนเหนือ 1,650 – 1,670 จุด ได้ ถือว่า ดัชนียังดูเป็นขาขึ้นอยู่ แต่ถ้าหากหลุดกรอบ1,650 – 1,670 จุดลงมา ตลาดหุ้นไทยจะมีปัญหา ควรจะต้องหาทางลดน้ำหนักการลงทุนเพื่อถือเงินสดไว้ก่อน เพื่อรอประเมินทิศทางใหม่ว่าจะบริหารพอร์ตอย่างไร, แต่ทิศทางของดัชนีหุ้นไทยช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี เริ่มมีแรงซื้อจากกองทุน RMF LTF ทำให้มีทิศทางบวกที่ดี ซึ่ง อาจจะมีการทำปิด Window Dressing เพื่อมาทดสอบ 1730 – 1,750 จุด ได้ หากหุ้นขนาดใหญ่ที่กองทุนไล่ซื้อปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้, ทำการบ้านหุ้นรายตัว เพิ่มเติม AOT CAPLL CBG BEAUTY WORK GULF BGRIM EA ESSO ADVANC INTUCH PRM ทั้งปัจจัยพื้นฐานและกราฟเทคนิค เพื่อหาจังหวะลงทุนในช่วงที่มีทิศทางชัดเจน
  10. ขอให้ทุกๆท่าน โชคดี มีกำไร ปลอดภัยในการลงทุน อย่าลืม หาซื้อ หนังสือ “รวยหุ้น 10 เด้ง” ที่ อ. ฉุย เขียนขึ้น ได้รวบรวมประสบการณ์ทั้ง ส่วนตัวและแนวคิดของเซียนหุ้นพันล้าน หมื่นล้านทั้งไทยและต่างประเทศ มารวมไว้ในเล่มเดียวกันแล้ว โดยใช้ระบบ CAN SLIM ช่วยในการวิเคราะห์ เป็นกรณีตัวอย่าง ว่า เซียนหุ้นพันล้าน หมื่นล้าน เขาคิดอย่างไร บริหารพอร์ตอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ หนังสือที่มีขายกันในท้องตลาดไทย ส่วนใหญ่จะมีแต่ทฤษฎี แต่ไม่ค่อยมี กรณีตัวอย่าง Case Study ให้เราได้ศึกษา ครับ, เล่มหน้า ที่จะวิเคราะห์แบบกราฟเทคนิค + พื้นฐาน คงต้องรอซักระยะครับ ตอนนี้ อ่าน หนังสือ “รวยหุ้น 10 เด้ง”  ไปก่อนครับ

Share this post

Submit to DeliciousSubmit to DiggSubmit to FacebookSubmit to Google BookmarksSubmit to StumbleuponSubmit to TechnoratiSubmit to TwitterSubmit to LinkedIn

หลักสูตรไต่บันไดเซียนหุ้น

อัตราแลกเปลี่ยน

ดัชนีหุ้น

ราคาน้ำมัน

พยากรณ์อากาศ

RSS หนังสือพิมพ์ธรุกิจ

The Krungthepturakij web site : bangkokbiznews - finance

The Krungthepturakij web site : bangkokbiznews - finance