Column K.Chui for คุณฉุยคุยเอง Bizweek นสพ.กรุงเทพธุรกิจ สำหรับวันอาทิตย์ที่ 5-11– 2560

หุ้นที่ควรทำการบ้านสัปดาห์นี้ SAWAD TOA BPP SSP  

 

  1. SET หุ้นขนาดใหญ่โดนแรงเทขายมาหลายวัน โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี นำโดย PTT PTTEP TOP PTTGC IRPC และกลุ่ม ICT นำโดย ADVANC DTAC และกลุ่มอื่นๆ SCC AOT(AOT เริ่มออกอาการเคลื่อนไหวออกด้านข้าง Sideways – Sideway down) ส่วนกลุ่มสถาบันการเงิน เริ่มมีแรงขาย ทั้ง KBANK BBL SCB เป็นต้น, หุ้น Big Market Cap. ในหลายๆ ตัวเริ่มเกิดสัญญาณขายลงมาอย่างรุนแรง ทั้งหลุดแนวรับค่าเฉลี่ย เกิด Dead cross, บางตัวเกิดสัญญาณ Bearish Divergence บางตัว เกิด สัญญาณ Bear Convergence จึงทำให้เกิดแรงขายลงมาอย่างรุนแรง และ ดัชนี ขึ้นไปทดสอบ บริเวณ ใกล้ๆ 1,729 – 1,730 จุด แล้วผ่านขึ้นไปไม่ได้2 รอบ (Double Top) จึงเกิดแรงขายอย่างรุนแรง, เมื่อกลุ่มหลักๆและมีอิทธิพลต่อการขึ้นลงของ SET Index เพราะคำนวณจาก Market Capitalization คือ พลังงานและปิโตเคมี, ICT, แบงค์ใหญ่ และ SCC เริ่มเกิดสัญญาณขายลงมา จึงทำให้ดัชนีเคลื่อนไหวไปทิศทางปรับตัวลดลงมาเหมือนกัน, แนวรับระยะสั้น 1,695 – 1,700 จุด หากรับไม่อยู่ต้องระวังการปรับฐานใหญ่ แนวรับสุดท้ายขาขึ้น คือ 1,670 – 1,650 จุด หากรับไม่อยู่ หาจังหวะขายหุ้นลดพอร์ต ถือเงินสดไว้รอซื้อคืนวันหลัง เพื่อความปลอดภัยของท่านเอง กรอบของ SET คือ 1,700 จุด เป็นจุดกึ่งกลาง  แนวต้านด้านบน 1,730 – 1,750 จุด และแนวรับสุดท้าย 1,670 – 1,650 จุด พิจารณากำหนดกลยุทธ์การลงทุนของท่านเองครับ
  2. SAWAD หลังเข้าซื้อ BFIT 36.35% (เปลี่ยนชื่อเป็น "บริษัทเงินทุนศรีสวัสดิ์ จำกัด (มหาชน)") ทำให้ SAWAD ได้รับใบอนุญาตการลงทุนในทรัสต์ของ BFIT ภายใต้การกำกับดูแลของธปท. ช่วยให้ SAWAD สามารถรับเงินฝากและเก็บอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ได้ถึง 36%, SAWAD สามารถใช้ประโยชน์จากใบอนุญาตของ BFIT ได้เต็มที่, SAWAD จะเพิ่มการขยายสินเชื่อได้จาก 4 เท่าของเงินกองทุนเป็น 10 เท่า เท่ากับว่าการเติบโตของสินเชื่อมีแนวโน้มมากขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มทุนอีกหลายปี, คาดว่า ผลการดำเนินงาน 2H17 จะปรับตัวดีขึ้นและ มีโอกาสที่จะได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือ เนื่องจากต้นทุนทางการเงินลดลงฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง, SAWAD ซื้อหนี้ NPL(หนี้ที่ไม่ก่อใหเกิดรายได้) 3.4 พันล้านบาทในปีนี้ มาบริหาร ประมาณกำไรสุทธิจากหนี้ NPL 800 – 900 ล้านบาท, บริษัทมีสาขาเพิ่มเป็น 2,383 แห่ง ณ สิ้นเดือนมิ.ย. 2560 จาก 2,130, NP 2Q60 = 630.13 ล้านบาท, EPS 2Q60 = 0.58, เทียบกับ NP 2Q59 = 433.894 ลบ.และ EPS 2Q59 = 0.42, งวด 6 เดือน NP 6M60 = 1,320.257, EPS 6M60 = 1.21 บาท/หุ้น, NP 6M59 = 853.958, EPS 6M59 = 0.82 บาท/หุ้น ตามลำดับ, คาด SAWAD กำไรสุทธิ (NP) ไตรมาส 3/60  ประมาณ 700 ล้านบาท, ราคาปิด 1/11/60 = 71.75, Market Cap. = 77,743 ลบ., BV 7.40 บาท/หุ้น, PBV 9.66 เท่า, PER 31.46 เท่า, ขณะที่ SET ปิด 1,714.55 จุดและค่า PE SET 18.48 เท่า, กราฟเทคนิค SAWAD ราคาหุ้นสร้างจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง (All time high), ระยะสั้นๆ ถือว่าอยู่ในเขตซื้อมากเกินไป แต่หากช่วงที่เป็น Super Bullish จะสามารถยืนอยู่ในเขต Overbought ได้นาน, การลากเส้นแนวโน้มระยะยาว (Long term , Up trend Channel) จะมีกรอบแนวต้านที่ 73, 75, 77.50 – 80, 85, 87 – 89 บาทโดยประมาณ, แนวรับ 70 – 70.25, 68, 65, 58 -60 ตามลำดับ
  3. TOA เป็นผู้ผลิตสีทาอาคารรายใหญ่ที่สุดในไทยเมื่อพิจารณาจากยอดขาย โดยปี 2559 TOA มีส่วนแบ่งการตลาดไทยประมาณ 48.7% และส่วนแบ่งตลาดในภูมิภาคอาเซียน 13.00%, ปัจจุบันจึงอยู่ระหว่างการลงทุนก่อสร้างหรืออยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในต่างประเทศอีก 3 แห่ง เงินลงทุนรวมประมาณ 1,184 ล้านบาท ได้แก่ โรงงานผลิตแห่งแรกในประเทศอินโดนีเซีย โรงงานผลิตในประเทศเมียนมาร์  เมื่อโรงงานผลิตทั้ง 3 แห่งก่อสร้างแล้วเสร็จและการดำเนินการตามแผนการปิดโรงงานย่างกุ้ง (คาดว่าจะเกิดขึ้นในต้นปี 2562) คาดว่า TOA จะมีกำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 102.5 ล้านแกลลอนต่อปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 88.0 ล้านแกลลอนต่อปี ซึ่งมาจากโรงงานผลิต 8 แห่ง ใน 6 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย 3 แห่ง และเวียดนาม สปป.ลาว มาเลเซีย เมียนมาร์และกัมพูชา ประเทศละ 1 แห่ง, NP 2Q60 = 396.099, EPS2Q60 = 0.22, NP 2Q59 = 654.379, EPS 2Q59 = 0.73, งวด 6 เดือน NP 6M60 = 893.091, EPS 6M60 = 0.63, NP 6M59 = 1,411.26, EPS 6M59 = 1.57 บาท/หุ้น, กราฟเทคนิค TOA ราคา IPO 24 บาท หลังจากจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากราคาต่ำสุด 28 บาท จนสร้างจุดสูงสุดได้ที่ 37.50 บาท หลังจากนั้น ได้มีแรงขายลงมา ทำให้ราคาหุ้นพักฐานบ้าง, การวัด ระยะถดถอย หากใช้ Fibonacci retracement โดย High 37.50, Low 28 จะพบว่า 38.2% = 33.87, 50% = 32.75 และ 61.80% = 31.75 บาทตามลำดับ หาจังหวะทยอยๆ ซื้อ ตามแนวรับดังกล่าว 33.75, 32.75 และ 31.75 บาท
  1. BPP แจ้งเข้าลงทุนและพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นในสัดส่วน 51% จำนวน 1 โครงการ กำลังการผลิต 200 MW ในจังหวัด Yamagata Iide  มีแผนเปิดผลิตใน 2H66 และได้สิทธิ์ในการลงทุนเพิ่ม 34% เมื่อโครงการเริ่มดำเนินการก่อสร้าง และอีก 15% หลังโครงการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ตามแผน, นักวิเคราะห์คาดว่า ใช้เงินลงทุน 2.2 ล้านเหรียญต่อ MW อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน 80:20 ผลตอบแทนจากการลงทุน 10% ถือสัดส่วน 51% ได้มูลค่าเพิ่ม 0.4 บาทต่อหุ้น, โครงการ Yamagata Iide เป็นโครงการ Solar farm ขนาดใหญ่ กำลังการผลิตตามสัดส่วนเท่ากับ 102 MW คิดเป็น 43.7% ของกำลังการผลิตติดตั้งตามสัดส่วนของ BPP ในประเทศญี่ปุ่น 13 โครงการ รวม 233.3 MW (รวมโครงการ Yamagata Iide) ได้รับ FiT 24 เยนต่อ kWh, กราฟเทคนิคของ BPP หลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ได้สร้างจุดสูงสุด 29.25 บาท ก่อนจะโดนแรงเทขายลงมาที่ 23.50 แล้วได้เริ่มสร้างฐานขึ้นมาใหม่ จนสามารถตีผ่านทะลุแนวต้านสูงสุดเดิม 29.25 บาทขึ้นมาได้ สร้างจุดสูงสุด ที่ 31.75 บาท กราฟระยะสั้น ขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 31.75 บาทไม่ผ่าน เกิดแรงเทขายตามดัชนีหุ้นไทยและกลุ่มพลังงาน ได้ปรับมาชนแนวรับ เดิม 29.25 หาก รับไม่อยู่แนวรับสุดท้าย 27.50 – 28.25 บาท, หากทิศทางตลาดหุ้นไทยไม่ปรับฐานอย่างรุนแรงเกินไป แนวรับดังกล่าวน่าสนใจซื้อเข้าพอร์ตบางส่วนครับ
  2. SSP เสนอขายหุ้น IPO จำนวน 276 ล้านหุ้น Par 1.0 บาท คิดเป็นร้อยละ 30 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด, หลัง IPO จะมีทุนชำระแล้วเป็นมูลค่า 922 ล้านบาท, วัตถุประสงค์เพื่อเป็นเงินทุนใน (1) โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและโครงการในอนาคตอื่น ซึ่งประกอบไปด้วย โครงการฮิดะกะ โครงการยามากะ โครงการโซเอ็น โครงการยามากะ 2 โครงการลีโอ โครงการโซลาร์ อผศ. และโครงการในอนาคตอื่นที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน, คาดว่า สิ้นปี 2560 SSP จะมีรายได้ประมาณ 900 – 1,000 ล้านบาท และ EBITDA Margin 90% กำไรสุทธิ (NP 60F = 500 – 510  ล้านบาท, NP 61F 600, NP 62F = 620 ล้านบาทตามลำดับ), กราฟเทคนิค วันแรกที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ทำราคาสูงสุด 10.30 บาท และต่ำสุด 8.35 บาท ก่อนที่จะค่อยๆ สร้างฐานแบบบันไดขาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถตีทะลุผ่านแนวต้านสูงสุดเดิม 10.30 บาทได้ ราคาสูงสุดใหม่ 10.70 บาท ก่อนที่จะมีแรงเทขายลงมาตามดัชนีหุ้นไทยและกลุ่มพลังงาน, Fibonacci Retracement โดยกำหนดHigh 10.70, Low 8.35 จะได้ 38.2% = 9.80, 50% = 9.50, 61.80% = 9.20 บาท ตามลำดับ ระยะสั้นๆ หากยังยืนเหนือ 9.80 – 10 บาท ได้ถือว่ายังดูดี แต่หากต่ำกว่านี้ ระวังการปรับฐานตามดัชนีหุ้นไทย แล้วค่อยพิจารณา ตามแนวรับดังกล่าว, กรณีที่หากทะลุแนวต้าน 10.4 – 10.70 บาทขึ้นไปได้  มีแนวต้านเส้นแนวโน้มขาขึ้น 10.8 – 11, 12 บาท ตามลำดับ
  3. ขอให้ทุกๆท่าน โชคดี มีกำไร ปลอดภัยในการลงทุน อย่าลืม หาซื้อ หนังสือ “รวยหุ้น 10 เด้ง” ที่ อ. ฉุย เขียนขึ้น ได้รวบรวมประสบการณ์ทั้ง ส่วนตัวและแนวคิดของเซียนหุ้นพันล้าน หมื่นล้านทั้งไทยและต่างประเทศ มารวมไว้ในเล่มเดียวกันแล้ว โดยใช้ระบบ CAN SLIM ช่วยในการวิเคราะห์ เป็นกรณีตัวอย่าง ว่า เซียนหุ้นพันล้าน หมื่นล้าน เขาคิดอย่างไร บริหารพอร์ตอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ หนังสือที่มีขายกันในท้องตลาดไทย ส่วนใหญ่จะมีแต่ทฤษฎี แต่ไม่ค่อยมี กรณีตัวอย่าง Case Study ให้เราได้ศึกษา ครับ, เล่มหน้า ที่จะวิเคราะห์แบบกราฟเทคนิค + พื้นฐาน คงต้องรอซักระยะครับ ตอนนี้ อ่าน หนังสือ “รวยหุ้น 10 เด้ง”  ไปก่อนครับ  

Share this post

Submit to DeliciousSubmit to DiggSubmit to FacebookSubmit to Google BookmarksSubmit to StumbleuponSubmit to TechnoratiSubmit to TwitterSubmit to LinkedIn

SET.or.th - Թ

Your Investment Resource in Thailand's Capital Market

หลักสูตรไต่บันไดเซียนหุ้น

อัตราแลกเปลี่ยน

ดัชนีหุ้น

ราคาน้ำมัน

พยากรณ์อากาศ

RSS หนังสือพิมพ์ธรุกิจ

The Krungthepturakij web site : bangkokbiznews - finance

The Krungthepturakij web site : bangkokbiznews - finance