Column K.Chui for คุณฉุยคุยเอง Bizweek นสพ. กรุงเทพธุรกิจ สำหรับวันจันทร์ ที่7-11-2559


ลุ้นยืนเหนือ 1,500 จุด แน่นๆ และมีปริมาณการซื้อขาย 5 – 70,000 ล้านบาท/วัน ได้หรือไม่

 

  1. DJIA ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 17,959.64 จุด (-77.46 จุด หรือ -0.43% เมื่อวันที่2 พ.ย. 59) หลังจากคณะกรรมการ FOMC (FED) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (Fed Fund Rate) อยู่ในช่วง 0.25-0.50% พร้อมกับส่งสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. 59 นอกจากนี้ ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังคงได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐ หลังจากสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) เตรียมปัดฝุ่นรื้อฟื้นคดีการใช้เซิร์ฟเวอร์อีเมล์ส่วนตัวของนางฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการคว้าชัยชนะของนางฮิลลารีในการเลือกตั้งในวันที่ 8 พ.ย. 59, ทิศทางของดัชนี DJIA เริ่มมีทิศทางที่น่า เป็นห่วง เพราะ เริ่มมีรูปแบบขาลง (Down trend channel) โดยที่มีจุดสูงสุดต่ำลง  (ไม่สามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้) และมีจุดต่ำสุดใหม่ (Higher low and Lower low) ช่วงนี้กำลังทดสอบแนวรับเส้นค่าเฉลี่ยEMA 200 วัน = 17,930 จุด โดยประมาณ หากหลุดต่ำกว่านี้ มีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลดลงมารุนแรงต่อไป โดยที่ Indicators (MACD, 14RSI, Slow Stochastic) อ่อนล้ากำลัง, เกิดสัญญาณขายลงมา (อาการน่าเป็นห่วง) หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเสร็จ การดำเนินการทางด้านนโยบายการเงินของคณะกรรมการ FOMC อาจจะเข้มข้นขึ้น (มีความเป็นไปได้ที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในช่วงเดือน ธ.ค. 59 นี้) ทิศทางของดอกเบี้ยจะสวนทางกับดัชนีราคาหุ้น “ดอกเบี้ยขึ้น หุ้นลง, ดอกเบี้ยลง หุ้นขึ้น”
  2. สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) 03 พ.ย. 59 ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงหลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐพุ่งขึ้น 14.4 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 482.6 ล้านบาร์เรล ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 28 ต.ค. ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 1 ล้านบาร์เรล ทำให้สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค.ร่วงลง 1.33 ดอลลาร์ หรือ 2.9% ปิดที่ 45.34 ดอลลาร์/บาร์เรล, สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนม.ค.ดิ่งลง 1.28 ดอลลาร์ หรือ 2.7% ปิดที่ 46.86 ดอลลาร์/บาร์เรล, การเพิ่มขึ้นของสต็อกน้ำมันดิบที่รายงานโดย EIA นั้น เป็นไปในทิศทางเดียวกับที่สถาบันปิโตรเลียมอเมริกัน (API) รายงานว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐเพิ่มขึ้น 9.3 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้วและตลาดน้ำมันนิวยอร์กยังได้รับแรงกดดันจากรายงานที่ว่า การผลิตน้ำมันประจำเดือนต.ค.ของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 33.82 ล้านบาร์เรล/วัน จากเดือนก.ย.ที่ระดับ 33.69 ล้านบาร์เรล/วัน, รูปแบบกราฟ WTI ระยะกลาง – ยาว (Weekly and Monthly) เป็นรูปแบบของหัวและไหล่ล่าง (HS Bottom) ถ้าหากIQXWTI ไม่ปรับลงมาต่ำกว่า 39 ดอลลาร์/บาร์เรล ยังดูว่า ระยะกลางยาว ยังเป็นการปรับตัวเพื่อขึ้นไปต่อ แนวต้านสำคัญ คือ 52, 55, 60, 63 ดอลลาร์/บาร์เรล หากผ่าน 63 ดอลลาร์/บาร์เรลได้ เป็นขาขึ้นยาว หากผ่านไม่ได้อาจจะมีการปรับฐานลงมาก่อน
  3. เทศกาลทยอยประกาศผลการดำเนินงาน หลายๆบริษัทเริ่มทยอยประกาศผลการดำเนินงาน หากบริษัทที่มีผลการดำเนินงานดี จะสามารถประคองราคาหุ้นได้และมีโอกาสปรับตัวขึ้นสวนทิศทาง SET Index ได้ แต่หากผลการดำเนินงานลดลงหรือขาดทุนแต่หากมีแนวโน้มธุรกิจที่ดี จะประคองราคาหุ้นได้ แต่หากบริษัทขาดทุนและเป็นธุรกิจที่ไม่มีอนาคต ควรขายหุ้นทิ้งจะดีกว่าเพราะทิศทางราคาหุ้นจะมีโอกาสปรับลดลงมากกว่าปรับขึ้น แล้วไปเลือกซื้อหุ้นที่มีอนาคตจะดีกว่า หรือ เก็บเงินสดไว้รอจังหวะเข้าซื้ออีกที
  4. ค่าเงินบาท เริ่มแข็งค่าหลังดอลลาร์อ่อนค่า ขึ้นหลังที่ประชุมเฟด"คงดอกเบี้ย" และปัญหาการเมืองสหรัฐเริ่มกลับมาจับตาเงินทุนไหลกลับ ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 34.88 – 35.20 บาท/ดอลลลาร์ หากค่าเงินบาททะลุ 34.88 บาท/ดอลลาร์ลงมา (เงินบาทแข็งค่า = เงินทุนไหลเข้า) ตลาดหุ้นไทยเรามีโอกาสปรับขึ้นต่อไปได้
  5. ปัจจัยภายในของไทย หากไม่มีปัจจัยลบหนักๆ เข้ามาอีก ถ้าทุกๆอย่างมั่นคง เป็นไปตามที่ควรจะเป็น ปัจจัยภายในเราจะไม่มีปัญหาอะไร ยกเว้นเป็นเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ดัชนีจึงจะปรับตัวลดลงมาแรงๆ แต่ถ้าไม่มีอะไร เราไปดูปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและยุโรป ว่าหลังจากเหตุการณ์เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ คณะกรรมการ FOMC จะควบคุมเงินเฟ้ออย่างหนัก โดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยปลายปีหรือไม่ หากยังไม่ขึ้น ดัชนี DJIA ก็ไม่น่าจะหลุด 17,930 ลงมา หรือถ้าหลุดลงมาแค่ระยะสั้นๆ แล้วตีกลับขึ้นไปใหม่ได้ ก็จะยังดูเป็นทิศทางแนวโน้มขาขึ้นอยู่ (ต้องเช็คกราฟเป็นระยะๆ ครับ)
  6. SET Daily หลังจากมีการตื่นตกใจขายหุ้นอย่างหนัก (Panic sell) ในวันที่ 12 – 13 ต.ค. 59 เกิดจุดต่ำสุด 1,343.13 จุด และดัชนีได้ตีกลับแบบรูป V-Shape จนมาเคลื่อนไหวบริเวณ 1,500 – 1,510 จุด โดยประมาณ ปัจจุบัน ยังเกิดสัญญาณ Golden cross คือ ดัชนีราคาหุ้นยืนเหนือ เส้นค่าเฉลี่ยทุกๆเส้น และ เส้นค่าเฉลี่ยน้อยวันยังตัด ยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยมากวันกว่าขึ้นไปได้ ถือเป็นปัจจัยบวก แต่ Indicators (MACD, 14RSI, Slow Stochastic) เริ่มล้ากำลัง ออกอาการเคลื่อนไหวออกด้าน, ให้ติดตามว่า 14RSI จะสามารตีผ่านบริเวณ 55 – 65 จุดได้หรือไม่ เพราะ ถ้าผ่าน 55- 60 % ดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นแรงได้และ หากดัชนียืนเหนือ 1,480 – 1,490 จุดได้ ยังดูเป็นทิศทางขาขึ้นอยู่ แต่ถ้าหากหลุด 1,480 จุดลงมา ต้องระวังการปรับฐานด้วยแล้วกัน แนวรับอีกที 1,474 จุด
  7. SET Weekly ดัชนีเริ่ม Sideway ออกด้านข้าง Indicators weekly (Slow Stochastic สั่งเป็นสัญญาณซื้อแล้ว, รอยืนยันสั่งซื้อจาก 14RSI, MACD Weekly อยู่, หาก Indicators (MACD, 14RSI, Slow Stochastic) สามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้และมีปริมาณการซื้อขายสนับสนุนและหากดัชนีสามารถทะลุผ่านแนวต้าน 1,518 – 1,520 จุดได้ มีโอกาสที่จะขึ้นไปทดสอบแนวต้านเดิม 1,550 – 1,560 จุด, SET Monthly หากช่วงปรับตัวลดลงมา แล้วไม่ต่ำกว่า 1,444 – 1,450 จุด ยังเป็นแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาวอยู่
  8. SET Weekly การลากเส้นแนวโน้มขาลง (Down trend Channel) โดยกำหนดจุดสูงสุด (H1 = 1,649.77 ปี 2013) ผ่าน H2 = 1,619.17จุด จะพบว่า เส้นแนวโน้มขาลง (Down trend Channel) มีแนวต้านเส้นแนวโน้มสำคัญที่ 1,598 – 1,600 จุด หากผ่านได้ มีโอกาสขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุด 1,650 จุด ต่อไป แต่หากยังผ่านไม่ได้ ให้ขายลดพอร์ตออกไปก่อน รอซื้อคืนภายหลังเพื่อเอาส่วนต่าง (SAP: Short Against Port) แต่การทำ SAP ควรจะเป็นหุ้นขาลงจะปลอดภัยกว่า มีโอกาสได้หุ้นคืนและ มีส่วนต่างราคาหุ้นที่ดีกว่า แต่ถ้าตลาดหุ้นขึ้นสูงมากเกินไป ก็หาจังหวะขายหุ้นออกไปบ้างก็จะปลอดภัยกว่า แต่กำไรอาจจะน้อยลงบ้าง ครับ
  9. สรุป SET ช่วงนี้ อยู่ในกรอบ 1,500 +/- 20 จุด นั่นคือ แนวต้านข้างบน ประมาณ 1,520 จุด และ แนวรับหากดัชนี หลุด 1,500 จุดลงมา (แนวรับ 1,480 จุด โดยประมาณ) ปัจจัยที่ต้องติดตาม ว่าจะมีปัญหาช็อคโลกอีกหรือไม่ ถ้าไม่ไม่มี ไปเน้นที่ตลาดหุ้นและเศรษฐกิจสหรัฐเป็นหลัก จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยปลายปีหรือเปล่า หากไม่ปรับขึ้นในสิ้นปีนี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกน่าจะตอบสนองทางบวก (หุ้นปรับขึ้น) แต่ถ้าขึ้นอัตราดอกเบี้ย จะส่งผลเสียต่อตลาดหุ้นทั่วโลก, กลยุทธ์การลงทุน หากดัชนีอยู่ในกรอบ 1,500 +/- 20 จุด (1,480 – 1,520 จุด) ให้ใช้กลยุทธ์ เลือกหุ้นพื้นฐานดี มีเม็ดเงินสนับสนุน กราฟสวยๆ ซื้อ แล้วถือซักระยะ, สำคัญคือ เลือกซื้อหุ้นได้ถูกตัวหรือไม่ต่างหาก อ.ฉุย ยังชอบหุ้นเดิมๆ และมีเพิ่มใหม่อีกบ้างครับ (TKN CBG GL BANPU EARTH BPP BCPG TIPCO EA ESSO SUPER TOP BJC TTCL  BIG SAPPE AJD WIIK SAWAD BWG KTC  JAS TSE) เป็นต้น ชอบตัวไหน เลือกตัวนั้น ไปทำการบ้านต่อ ทั้ง กราฟและปัจจัยพื้นฐาน + Business Model แล้วหาจังหวะซื้อ ขาย หรือ ถือ ซื้อเพิ่ม เอาเอง, แต่อย่าลืม กฏการตัดขายขาดทุน 5 – 10% อัตโนมัติ หากหุ้นที่ท่านวิเคราะห์ มาอย่างดีแล้ว แต่ราคาตกต่ำกว่าที่เราซื้อ แสดงว่า หุ้นนั้นๆ อาจมีปัญหา เราต้องป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตท่านเอาเองครับ
  10. ขอให้ทุกๆท่าน โชคดี มีกำไร ปลอดภัยในการลงทุน ย่าลืม หาซื้อ หนังสือ “รวยหุ้น 10 เด้ง” ที่ อ. ฉุย เขียนขึ้น ได้รวบรวมประสบการณ์ทั้ง ส่วนตัวและแนวคิดของเซียนหุ้นพันล้าน หมื่นล้านทั้งไทยและต่างประเทศ มารวมไว้ในเล่มเดียวกันแล้ว โดยใช้ระบบ CAN SLIM ช่วยในการวิเคราะห์ เป็นกรณีตัวอย่าง ว่า เซียนหุ้นพันล้าน หมื่นล้าน เขาคิดอย่างไร บริหารพอร์ตอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ หนังสือที่มีขายกันในท้องตลาดไทย ส่วนใหญ่จะมีแต่ทฤษฎี แต่ไม่ค่อยมี กรณีตัวอย่าง Case Study ให้เราได้ศึกษา ครับ, เล่มหน้า ที่จะวิเคราะห์แบบกราฟเทคนิค + พื้นฐาน คงต้องรอซักระยะครับ ตอนนี้ อ่าน หนังสือ “รวยหุ้น 10 เด้ง”  ไปก่อนครับ  

Share this post

Submit to DeliciousSubmit to DiggSubmit to FacebookSubmit to Google BookmarksSubmit to StumbleuponSubmit to TechnoratiSubmit to TwitterSubmit to LinkedIn

SET.or.th - Թ

Your Investment Resource in Thailand's Capital Market

หลักสูตรไต่บันไดเซียนหุ้น

อัตราแลกเปลี่ยน

ดัชนีหุ้น

ราคาน้ำมัน

พยากรณ์อากาศ

RSS หนังสือพิมพ์ธรุกิจ

The Krungthepturakij web site : bangkokbiznews - finance

The Krungthepturakij web site : bangkokbiznews - finance