Column K.Chui for คุณฉุยคุยเอง Bizweek นสพ. กรุงเทพธุรกิจ สำหรับวันจันทร์ ที่ 10-10-2559

เกิดรูปหัวและไหล่ล่าง (Weekly) ที่ชัดเจน ลุ้นระยะเป้าหมาย 1,600 – 1,650 จุด?

  

  1. DJIA ช่วงนี้ดัชนีดาวโจนส์ อยู่ในช่วงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ น่าจะยังมีความกังวลเกี่ยวกับการจะปรับขึ้นหรือไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (Fed Fund Rate) ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่าง 0.25 – 0.5% หลังจากตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในการประชุมรอบที่ผ่านมา ช่วงนี้จะมีข้อมูลเศรษฐกิจรายงานออกมาเป็นระยะๆ ซึ่งยังไม่มีทิศทางแนวโน้มว่าคณะกรรมการ FOMC จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรงแต่อย่างใด คณะกรรมการ FOMC จะติดตามภาวะเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง โดยจะพิจารณาอัตราเงินเฟ้อที่ระดับ 2% และเป้าหมายการจ้างงานสูงสุดไว้เพื่อพิจารณาว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ แต่จากที่มีการส่งสัญญาณว่าน่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนสิ้นปี ยังคงสร้างความกังวลให้ดัชนีดาวโจนส์อยู่ จึงออกอาการเคลื่อนไหวด้านข้าง (Sideway) อยู่ในกรอบ 18,000 – 18,700 จุด, ปีนี้สหรัฐอยู่ในช่วงเลือกตั้ง ประธานาธิบดี ส่วนตัวคาดว่า ก่อนการเลือกตั้งฯ น่าจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนกว่าจะเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง ดังนั้น จึงอาจจะเป็นช่วงก่อนสิ้นปี (ธ.ค. 59) มากกว่าในระยะ 1 – 2 เดือนนี้ โดยเฟดยังเหลือการประชุมอีก 2 ครั้งในปีนี้ คือวันที่ 1-2 พ.ย. และ 13-14 ธ.ค. 59
  2. ราคาน้ำมันดิบในตลาด WTI น่าจะเคลื่อนไหวในช่วง 50-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ปัจจุบันอยู่ที่ 49.58 ดอลลาร์/บาร์เรล) หลังจากที่กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันทั้งในและนอกกลุ่มโอเปค ที่สามารถบรรลุข้อตกลงในการคงกำลังการผลิตไว้ที่ระดับ 32.5 - 33.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี อย่างไรก็ตาม ต้อง จับตาท่าทีของกลุ่มโอเปคและการเจรจาของผู้ผลิตในกลุ่มโอเปคกับผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปค โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัสเซีย ว่าจะมีการดำเนินการอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ เพราะข้อตกลงดังกล่าวและสัดส่วนโควตาจะมีการพิจารณาอีกครั้งในการประชุมโอเปคครั้งถัดไปในวันที่ 30 พ.ย. 59, และปริมาณการผลิตของสหรัฐ ปรับตัวลดลงมาสู่ระดับ 8.7 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดตั้งแต่ ปี 2014 ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากผู้ผลิตน้ำมันจากชั้นหินดิน (Shale oil) ดานลดกำลังการผลิตลง, กราฟ Weekly ของ IQXWTI ยังคงเป็นรูปแบบ เป็น หัวและไหล่ล่าง (HS Bottom) จากขาลง กำลังเตรียมเปลี่ยนเป็นขาขึ้น (คล้ายๆ ดัชนีหุ้นไทย) หากราคาทะลุ 50 – 52 ดอลลาร์/บาร์เรลได้ ถ้าราคาน้ำมันดิบเป็นขาขึ้น จะส่งผลบวกต่อราคาหุ้นกลุ่มพลังงาน (น้ำมัน, ปิโตรเคมี, ถ่านหิน) ผลบวกน่าจะตกแก่ กลุ่ม PTT PTTEP TOP IVL, กราฟราคาถ่านหิน จากที่เคยเป็นขาลงมาหลายปี ตอนนี้ ได้เริ่มเป็นขาขึ้นใหญ่แล้ว BANPU EARTH น่าจะได้รับผลดี
  3. ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าอยู่ เคลื่อนไหวระดับ 34.50 – 35.00 บาท/ดอลลาร์ (ล่าสุด 34.764 บาท/ดอลลาร์) เม็ดเงินต่างชาติยังคงไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยอยู่ กราฟค่าเงินบาท ก่อนหน้านั้น ค่าเงินบาทได้ปรับตัวลงทดสอบแนวรับ 34.50 บาท/ดอลลาร์ แล้วเริ่มๆจะมีรีบาวด์ขึ้นไป (อ่อนค่า) ถ้าหากค่าเงินบาทอ่อนค่า (กราฟเป็นขาขึ้น) ทะลุ 35 บาท/ดอลลาร์ขึ้นไป ต้องระวังความเสี่ยงเพราะว่า ต่างชาติอาจจะเริ่มออกจากตลาดหุ้นไทยไปแล้ว ดังนั้น อย่าเพลินครับ ดูทิศทางค่าเงินบาทประกอบกับทิศทางกราฟตลาดหุ้นไทย หากเมื่อไหร่ ค่าเงินบาทเป็นขาขึ้นชัดเจน (ค่าเงินบาทอ่อนค่า) ระวังดัชนีหุ้นไทยจะเป็นขาลงชัด

เจนเช่นกัน เพราะความสัมพันธ์ของกราฟค่าเงินบาทกับดัชนีหุ้นไทยจะตรงข้ามกัน

  1. 4.              SET Daily หลังจากดัชนีหุ้นไทยโดนแรงเทขายอย่างหนักจากระดับ 1,550 – 1,560 จุด โดยประมาณ จนมาแตะจุดต่ำสุด 1,410.87 จุด, ได้ตีกลับแบบ V-Shape ขึ้นมาชนแนวต้าน ระดับ 1,500 จุด เป็นแนวต้านจิตวิทยา และได้เริ่มฟอร์มตัวขึ้นมาใหม่  ดัชนีจึงเริ่มยืนเหนือ 1,500 จุด กลายเป็นสัญญาณซื้ออีกครั้ง ได้เกิดสัญญาณ Golden cross เส้นค่าเฉลี่ยน้อยวันตัดมากวันกว่าขึ้นไป และค่าเฉลี่ย EMA เรียงเส้นกันจากน้อยวันไปหามากวันกว่า  ได้ แสดงทิศทางแนวโน้มขาขึ้นเริ่มชัดเจน หากไม่มีปัจจัยลบหนักๆ แบบคาดไม่ถึง (ช็อคโลกอีกครั้ง) SET น่าจะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ดูปริมาณการซื้อขายประกอบด้วย หากดัชนียืนเหนือ 1,500 จุดและมีปริมาณการซื้อขายในระดับ 50,000 – 65,000 ล้านบาท/วัน ทิศทางตลาดหุ้นจะดูดีเป็นขาขึ้นต่อไป และ ที่สำคัญ หากมีการปรับตัว อย่าให้กลับลงมาทะลุต่ำกว่าจุดต่ำสุดเดิมบริเวณ 1,477 จุด ถ้ายืนเหนือ 1,500 จุด ได้อย่างมั่นคง ดัชนีจึงจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านเก่า 1,550 – 1,560 จุด และไปสู่ระยะเป้าหมาย 1,600 – 1,650 จุด ต่อไป โดยที่ SET ได้                         เกิดสัญญาณ Bullish Convergence คือ ราคาหุ้นและ Indicators (MACD, 14RSI, Slow Stochastic สร้างจุดต่ำสุดยกสูงขึ้นเหมือนกัน เป็นสัญญาณบวกที่ดี
  2. 5.              SET Weekly ภาพระยะกลางยังคงเป็น หัวและไหล่ล่าง (HS Bottom)  จากภาพ การวัดระยะเป้าหมาย (Measuring Target) ดัชนีมีเป้าหมาย ระดับ 1,650 จุด โดยประมาณ (เวลาตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น คือ เปลี่ยนจากขาลง เป็นขาขึ้น หลายๆ ปีที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทย ไม่ค่อยไปถึงเป้าหมาย ยกเว้น ขาลง จะปรับตัวลงถึงระยะเป้าหมายและมักมีแถม คือ ต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ เป็นส่วนใหญ่) โดย ปัจจุบัน โดย EMA 5 week = 1,496.67 จุด, 10 week = 1,495 จุด, 25 week = 1,467 จุด, 75 week = 1,438 จุด และ EMA 200 week = 1,384 จุด ตามลำดับ, SET Weekly เริ่มยืนเหนือ ทุกๆ เส้นค่าเฉลี่ยได้ เป็นสัญญาณบวกที่ดี 14RSI และ Slow Stochastic Weekly เริ่มจะสั่งเป็นสัญญาณซื้ออีกครั้ง ทิศทางกลับตัวเริ่มดีขึ้นต่อเนื่อง ถ้าดัชนียืนเหนือ 1,495 – 1,500 จุด ได้ แสดงว่า มีโอกาสขึ้นไปหาระยะเป้าหมาย 1,560, 1,600 และ 1,650 จุด ต่อไป
  3. สรุป ปัจจัยลบที่เราต้องติดตาม และกังวล เรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐน่าจะเป็นช่วง เดือน พ.ย., ธ.ค. 59 มากกว่า (น่าจะหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดี สหรัฐ), ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มสูงขึ้น หลัง กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันทั้งในและนอกกลุ่มโอเปค ที่สามารถบรรลุข้อตกลงในการคงกำลังการผลิตไว้ที่ระดับ 32.5 - 33.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี, ราคาถ่านหิน เป็นขาขึ้นระยะยาว, ปัจจัยลบต่างประเทศเริ่มคลี่คลาย เหลือแค่ปัจจัยภายในว่าจะมีเหตุการณ์ช็อคโลกหรือไม่ หากดัชนียืนเหนือ 1,500 จุดได้อย่างมั่นคง ค่อยลุ้นทดสอบแนวต้าน 1,530, 1,550, 1,560 จุด ตามลำดับ โดยที่เป้าหมายใหญ่ของ HS Bottom 1,650 จุด กันต่อไป, หากดัชนี ยังไม่ไปไหนไกล  อาจมีการพักเพื่อสร้างฐาน ไม่ควรให้หลุด 1,500จุด และ 1,477 – 1,480 จุดถ้ายืนได้ ถือหุ้นหรือซื้อเพิ่มได้ และอย่าลืม คอยดูสัญญาณค่าเงินบาทด้วยถ้ายังเป็นขาลง (เงินบาทแข็งค่า) ให้ถือหุ้นต่อครับ,แต่ถ้าเมื่อไหร่ค่าเงินบาทเป็นขาขึ้น ขายหุ้นลดพอร์ตทันที, ให้เลือกลงทุนหุ้นที่ติด Most Active ถ้าสนใจหุ้นขนาดใหญ่ ตามฝรั่ง ก็เลือก SCC AOT BBL KBANK SCB PTT PTTEP TOP BANPU , CPALL CPF, IVL, BCPG, SPRC, ส่วนหุ้นที่นิยมภายในประเทศ เลือกตามสะดวกครับ CBG, EPG, BIG, TSE, SUPER, GL, SAPPE, WIIK, EA, COM7, BWG, TKN, AJD, TPBI, WORK, KTC, PTG ชอบตัวไหน ก็ไปทำการบ้านเพิ่มเติมครับ เรื่องจังหวะซื้อขายเป็นของท่านครับ, แต่อย่าลืม กฏตัดขายขาดทุน 5 – 10% แม้ว่าเราจะเลือกหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานมาอย่างดี กราฟสวย แต่จังหวะเข้าซื้อกลับพลาดกลายเป็น ขาดทุน ท่านควรบริหารพอร์ตของท่านเอง ว่าจะรับความเสี่ยงได้มากน้อยขนาดไหน
  4. 7.              ขอให้ทุกๆท่าน โชคดี มีกำไร ปลอดภัยในการลงทุน อย่าลืม หาซื้อ หนังสือ “รวยหุ้น 10 เด้ง” ที่ อ. ฉุย เขียนขึ้น ได้รวบรวมประสบการณ์ทั้ง ส่วนตัวและแนวคิดของเซียนหุ้นพันล้าน หมื่นล้านทั้งไทยและต่างประเทศ มารวมไว้ในเล่มเดียวกันแล้ว โดยใช้ระบบ CAN SLIM ช่วยในการวิเคราะห์ เป็นกรณีตัวอย่าง ว่า เซียนหุ้นพันล้าน หมื่นล้าน เขาคิดอย่างไร บริหารพอร์ตอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ หนังสือที่มีขายกันในท้องตลาดไทย ส่วนใหญ่จะมีแต่ทฤษฎี แต่ไม่ค่อยมี กรณีตัวอย่าง Case Study ให้เราได้ศึกษา ครับ, เล่มหน้า ที่จะวิเคราะห์แบบกราฟเทคนิค + พื้นฐาน คงต้องรอซักระยะครับ ตอนนี้ อ่าน หนังสือ “รวยหุ้น 10 เด้ง”  ไปก่อนครับ

Share this post

Submit to DeliciousSubmit to DiggSubmit to FacebookSubmit to Google BookmarksSubmit to StumbleuponSubmit to TechnoratiSubmit to TwitterSubmit to LinkedIn

SET.or.th - Թ

Your Investment Resource in Thailand's Capital Market

หลักสูตรไต่บันไดเซียนหุ้น

อัตราแลกเปลี่ยน

ดัชนีหุ้น

ราคาน้ำมัน

พยากรณ์อากาศ

RSS หนังสือพิมพ์ธรุกิจ

The Krungthepturakij web site : bangkokbiznews - finance

The Krungthepturakij web site : bangkokbiznews - finance
  • บอร์ด “นิวส์” ไฟเขียวขายหุ้น “สปริงนิวส์ เทเลวิชั่น” ให้กลุ่มทีวีไดเร็ค 90.1% มูลค่ารวม 949 ล้าน พร้อมอนุมัติลด-เพิ่มทุนจดทะเบียน ขายผู้ถือหุ้นเดิม และผู้ถือหุ้นใหม่แบบเฉพาะเจาะจง เผยเตรียมเรียกประชุมผู้ถือหุ้น 22 พ.ย.นี้ เพื่อพิจารณาอนุมัติ

  • ปรับแผนธุรกิจจับมือทีวีไดเร็คเจ้าตลาดทีวีช้อปปิ้งดันยอดขายเพิ่มเท่าตัว แยกธุรกิจทีวีดิจิทัล-สำนักข่าว ชู “สปริงนิวส์” ขึ้นแท่นคอนเทนท์โพรไวเดอร์เต็มรูปแบบ

  • “อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์” มั่นใจรายได้ครึ่งปีหลังคึกคักทั้งปีตามเป้า 3.8 หมื่นล้านบาท หลังตุนแบ็กล็อกแล้ว 5.46 หมื่นล้านบาท หวังรับรู้ปีนี้ 2.3 หมื่นล้านบาท พร้อมใช้กลยุทธ์ร่วมทุนเปิดโครงการเพื่อรักษาฐานะการเงินคุม D/E ไม่ให้เกินระดับ 1 เท่า